บริการ

วิเคราะห์และสร้างฐานข้อมูล

วิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศทำหน้าที่วิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศเข้าสู่ระบบฐานข้อมูล เพื่อผู้ใช้สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ทันสมัย และตรงกับความต้องการ โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและวิธีการต่างๆ มาใช้ในการดำเนินงานสร้างฐานข้อมูลบรรณานุกรมหนังสือ

ขั้นตอนการปฏิบัติงานวิเคราะห์เลขหมู่และสร้างฐานข้อมูล ดังนี้

1. เช็ครายชื่อ และจำนวนหนังสือตามใบส่งของจากร้านที่สั่งซื้อหนังสือ (กรณีหนังสือตามใบสั่งซื้อใหม่)
2. ติดแถบแม่เหล็กหนังสือใหม่ทุกเล่ม แล้วส่งฝ่ายลงทะเบียนและเข้าปกแข็ง
3. รับหนังสือที่ลงทะเบียนและเข้าปกเสร็จแล้ว มาติดบาร์โค้ดและใบกำหนดส่ง
4. เช็ครายชื่อหนังสือในระบบก่อนการสร้างฐานข้อมูลใหม่ (กรณีมีหนังสือที่มีชื่อเรื่อง, ชื่อผู้แต่ง และปีที่พิมพ์ซ้ำในฐานอยู่แล้วก็เพิ่มเฉพาะเลขทะเบียนหนังสือ และเพิ่มเลขบาร์โค้ดของหนังสือโดยเรียงฉบับต่อลงในฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว)
5. วิเคราะห์เนื้อหาของหนังสือแต่ละรายการ แล้วกำหนดเลขหมู่ให้ตรงกับเนื้อหาพร้อมทั้งกำหนด หัวเรื่องโดยใช้คู่มือประกอบ
6. สร้างฐานข้อมูล
– โดยบันทึกข้อมูลทางบรรณานุกรมหนังสือ เช่น ชื่อผู้แต่ง ชื่อหนังสือ สถานที่พิมพ์ สำนักพิมพ์ ปีพิมพ์ หัวเรื่อง และอื่นๆ
– ตามรูปแบบมาตรฐานการลงรายการ US MARC ลงในระบบฐานข้อมูลบรรณานุกรมหนังสือ
– ศูนย์วิทยบริการใช้ระบบ VTLS
7. เขียนเลข Bid Id, เลขบาร์โค้ดหนังสือและเลขเรียกหนังสือลงในเล่มหนังสือทุกเล่มและทุกหน้าที่กำหนดหลังจากสร้างฐานข้อมูลเสร็จแล้ว
8. พิมพ์เลขหมู่ตามเลขเรียกหนังสือ แล้วนำติดลงที่สันข้างหนังสือโดยวัดจากขอบล่างประมาณ 1 นิ้วครึ่ง
9. นำหนังสือออกบริการ


ระบบการจัดหมู่หนังสือที่เก่าแก่และนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ผู้คิดระบบทศนิยมดิวอี้ คือ เมลวิล ดิวอี้ (Melvil Dewey) บรรณารักษ์ชาวอเมริกัน เมื่อปี ค.ศ. 1873 และจัดพิมพ์เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1876 ใช้ชื่อว่า A Classicification and Subject Index for Cataloging and Arranging Books and Pamphlets of a Library โดยครอบคลุมการแบ่งย่อยเนื้อหาวิชาจากเรื่องกว้างๆ ไปจนถึงเนื้อเรื่องเฉพาะ นอกเหนือจากฉบับพิมพ์แล้ว ปัจจุบันคือ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 22 ยังมีเป็นแบบออนไลน์อีกด้วย
ลักษณะทั่วไปของระบบทศนิยมดิวอี้
1. ระบบทศนิยมดิวอี้ เป็นระบบที่คิดขึ้นโดยการแบ่งวิชาความรู้ออกเป็นหมวดหมู่ตามหลักทฤษฎี (Theoretical systems) กล่าวคือ กำหนดการแบ่งหมวดหมู่วิชาความรู้ในแต่ละหมวดหมู่ โดยคำนึงถึงลำดับพัฒนาการของการเกิดวิชาความรู้ในแต่ละสาขาเป็นสำคัญ เริ่มจาก
– ปรัชญา: เป็นเนื้อหาความรู้แรก เป็นเรื่องที่มนุษย์คิดเกี่ยวกับตน คือใคร มาจากไหน ความดีหรือความชั่ว คืออะไร เป็นอย่างไร
– ศาสนา: เป็นวิชาที่มนุษย์คิดเกี่ยวกับพระเจ้า พระเจ้าคือใคร จะช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างไร
– สังคมศาสตร์: ถัดจากคิดเกี่ยวกับตัวเอง คือ การที่มนุษย์คิดเกี่ยวกับบุคคลอื่น การอยู่ร่วมกันต้องมีการคิดถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับผู้อื่น
– ภาษา: การที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม จึงต้องเรียนรู้เกี่ยวกับถ้อยคำและการสื่อสารเพื่อการติดต่อ สมาคม
– วิทยาศาสตร์: มนุษย์คิดเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ในธรรมชาติ ทำไมจึงเกิด มีการคิด พิสูจน์ ได้ข้อเท็จจริงที่อธิบายปรากฏารณ์ต่างๆ และบันทึกข้อเท็จจริงนั้นๆ ไว้
– วิทยาศาสตร์ประยุกต์ หรือเทคโนโลยี: เมื่อมนุษย์นำความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดความสุขสบาย
– ศิลปะและนันทนาการ: มนุษย์คิดสร้างสรรค์จากความประทับใจของตนเป็นงานเชิงศิลปะ ดนตรี และความบันเทิง
– วรรณกรรมหรือวรรณคดี: งานศิลปะที่สร้างขึ้นถูกมนุษย์นำมาถ่ายทอด และบอกเล่าผ่านทางตัวอักษร
– ประวัติศาสตร์: มนุษย์บันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับคน สถานที่ เหตุการณ์เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้
– ความรู้ทั่วไปหรือเบ็ดเตล็ด: การเอาความรู้อื่นๆ ที่ไม่อาจจัดไว้ในหมวดหมู่อื่นได้ มารวมไว้ด้วยกัน

2. จัดแบ่งหมวดวิชาความรู้ในสาขาต่างๆ โดยเริ่มจากเรื่องทั่วๆ ไป สู่เรื่องที่เฉพาะยิ่งขึ้น แบ่งออกเป็นชั้น ชั้นละ 10 กลุ่ม จากหมวดใหญ่ไปหาหมวดหมู่ย่อย ดังนี้
2.1 การแบ่งครั้งที่ 1 (First Summary) คือ แบ่งวิชาความรู้ทุกแขนงวิชาของมนุษยชาติออกเป็นหมวดใหญ่ (Main class) 10 หมวด ใช้เลขอารบิกหลักร้อย 0-9 เป็นสัญลักษณ์แทนวิชาความรู้ทั้ง 10 หมวด ดังนี้
000 วิทยาการคอมพิวเตอร์และ ความรู้ทั่วไป (Computer science, information & general works)
100 ปรัชญาและจิตวิทยา (Philosophy and psychology)
200 ศาสนา (Religion)
300 สังคมศาสตร์ (Social sciences)
400 ภาษา (Languages)
500 วิทยาศาสตร์ (Science)
600 เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Technology and applied science)
700 ศิลปะและนันทนาการ (Arts and recreation)
800 วรรณคดี (Literature)
900 ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และชีวประวัติ (History, geography and biography)